พบสารไซยาไนด์และน้ำกรดนับ 100 ตันตกค้างในโรงงานหลอมทองแดง เขตอำเภอนิคมพัฒนาจังหวัดระยอง ที่ปิดดำเนินการนานกว่า 10 ปี เครือข่ายสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เรียกร้องหน่วยงานเกี่ยวข้องเร่งขนย้ายออกนอกพื้นที่เร่งด่วน

พบสารไซยาไนด์และน้ำกรดนับ 100 ตันตกค้างในโรงงานหลอมทองแดง เขตอำเภอนิคมพัฒนาจังหวัดระยอง ที่ปิดดำเนินการนานกว่า 10 ปี เครือข่ายสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เรียกร้องหน่วยงานเกี่ยวข้องเร่งขนย้ายออกนอกพื้นที่เร่งด่วน

 


ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันนี้ (12 มี.ค.) นายวีระชัย ช้างสาร สมาชิกเครือข่ายสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน จ.ระยอง ได้ทำหนังสือถึงสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง เพื่อขอเข้าสังเกตการณ์การขนย้ายกากตระกรันทองแดง, สารแคดเมียมและสารเคมีเสื่อมสภาพ จากการประมูลขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่ายังมีกองวัสดุเหลือใช้ รวมทั้งขยะมูลฝอยปนเปื้อนสารเคมีอันตรายภายใน บริษัท ไทยคอปเปอร์ จำกัด(มหาชน) ซึ่งเป็นโรงงานหลอมทองแดงตั้งอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมระยองอินดัสเตรียลปาร์ค ถนนสาย 3191 หมู่ 8 ตำบลมาบข่า อำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นโรงงานที่ปิดดำเนินการไปแล้วนานกว่า 10 ปี พบสารเคมีอันตรายมหาศาล


โดยเมื่อเวลา 11.00 น. นายวีระชัย ช้างสาร สมาชิกเครือข่ายสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทยผู้ฟ้องดำเนินการยึดทรัพย์ โรงงานไทยคอปเปอร์ฯ, ผู้รับผิดชอบสถานที่ และตัวแทนบริษัท เอราวัณ จำกัด ซึ่งรับช่วงดำเนินการขนย้ายจาก หจก. พงกรศรัณย์ และนักวิชาการสิ่งแวดล้อม มูลนิธิบูรณะนิเวศ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 ตัวแทนชุมชนโดยรอบโรงงาน จำนวนกว่า 50 คน เข้าตรวจสอบภายในโรงงานโดยมีเจ้าหน้าที่จากบริษัทผู้รับเหมาที่ประมูลงานได้นำทางเข้าตรวจสอบ นายสมศักดิ์ โสดา เจ้าหน้าที่ชุดทีโออาร์ บริษัท เอราวัณ จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รับผิดชอบงานขนย้ายกากตระกรันทองแดง ได้ชี้ให้ผู้สื่อข่าวดูแทงเหล็กขนาดใหญ่ขนาดความจุโดยประมาณทังละ 100,000 ลิตร จำนวน 2 ใบ ด้านข้างแทงค์มีตัวอักษรเขียนว่า 08 TK 010 และ011

ซึ่งภายในบรรจุสารไซยาไนด์และสารเคมีอีกหลายชนิด โดยแทงค์ขนาดใหญ่ทั้งสองใบทำเป็นจุดพักเก็บสารเคมีเพื่อส่งไปตามท่อขนาดใหญ่สู่อาคารโรงชุบชิ้นงาน โดยภายในโรงงานชุบมีบ่อซีเมนต์กรุด้วยไฟเบอร์กลาสป้องกันการกัดกร่อนเก็บน้ำกรดที่มีขนาดกว้าง 1 เมตรยาว 6 เมตร ลึก 5 เมตร จำนวน 528 บ่อ โดยภายในบ่อแต่ละลูกยังมีสารเคมีตกค้างอยู่เป็นจำนวนมาก บางบ่อตกตะกรอนแล้ว นายสมศักดิ์ โสดา เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า หลังจากที่ได้รับมอมหมายให้เข้ามาดำเนินการขนถ่ายของเสียออกจากโรงงานร้างแห่งนี้ซึ่งตามข้อกำหนดจะต้องทำความสะอาดพื้นที่ทั้งหมดซึ่งรวมถึงสารเคมีตกค้างอยู่ภายใน เมื่อคนงานทำการตัดท่อออกก็พบว่ามีสารเคมีไหลทะลักออกมาจำนวนมากจากการตรวจสอบจึงพบว่าเป็นสารเคมีอัตรายมีคุณสมบัติกัดกร่อนโลหะเมื่อโดนร่างกายจะเกิดอาการคันและเมื่อสูดดมเข้าไปทำให้เกิดอาการแสบจมูก เวียนศีรษะ อาเจียน ตอนนี้ทำงานยากลำบากมากต้องจัดหาอุปกรณ์ป้องกันมาใช้งานส่งผลให้ต้นทุนในการขนถ่ายกากทองแดงเพิ่มสูงขึ้น

จากนั้นคณะตรวจสอบยังเข้าดูสภาพโรงงานด้านใน ซึ่งก็พบว่ามีสารเคมีตกค้างอยู่ภายในท่อส่งอีกจำนวนมากจากข้อสังเกตุดูพบว่าท่อส่งสารเคมี ตลอดจนชิ้นส่วนโครงสร้างของอาคารถูกสารเคมีกัดทำรายซึ่งแสดงว่าสารเคมีที่ใช้ในขบวนการผลิตของโรงงานแห่งนี้มีคุณสมบัติในการกัดกร่อนสูงมาก ขณะที่ นายวีระชัย ช้างสาร สมาชิกเครือข่ายสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กล่าวว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเร่งทำการขนย้ายสารเคมีที่ยังตกค้างตามท่อภายในโรงงานเพื่อนำไปกำจัดให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ เพราะหากเก็บไว้นานจะไม่เป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ เนื่องจากสารไซยาไนด์ เป็นสารเคมีอันตรายชนิดร้ายแรง รวมทั้งน้ำกรดที่ตกค้างจำนวนหลาย 100 บ่อ ก็ต้องรีบขนย้ายไปกำจัดโดยด่วนเช่นกัน ป้องกันไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ ต่อชุมชน ซึ่งจะไม่สอดคล้องกับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี.

Related posts